ความสูญเสีย

10 ขั้นตอนจัดงานศพ คู่มือและสิ่งจำเป็นสำหรับมือใหม่

กรกฎาคม 3, 2025

Soulman

เขียนโดย

Soulman

เพราะว่าเราทราบดีว่าการสูญเสียคนที่เรารักเป็นหนึ่งในเรื่องที่ทำใจได้ยากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับมันจริง ๆ  งานศพก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องจัดการหลายอย่างให้ถูกต้องและเหมาะสมเช่นกัน โดยการจัดงานศพไม่ใช่แค่พิธีกรรมทางศาสนาเพื่ออำลาผู้ล่วงลับ แต่ยังเป็นการแสดงความกตัญญูและให้เกียรติครั้งสุดท้ายแก่คนสำคัญในชีวิตของคุณ

สำหรับหลายคน การจัดงานศพ อาจฟังดูเป็นเรื่องซับซ้อน เต็มไปด้วยรายละเอียด ทั้งเรื่องเอกสาร การประสานงานกับวัด การเตรียมพิธีกรรม รวมถึงการดูแลแขกที่มาร่วมงาน นั่นทำให้ในวันนี้ SHARESOULS สุสานออนไลน์จึงได้จัดทำคู่มือที่รวบรวมขึ้นมาเพื่อช่วยให้มือใหม่และผู้ที่ไม่เคยจัดงานศพมาก่อน เข้าใจขั้นตอนทั้งหมดอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องกฎหมาย วิธีการ ใครที่ต้องประสานงาน ไปจนถึงการประมาณค่าใช้จ่ายในงานศพ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าจะสามารถจัดงานศพแก่คนที่คุณรักได้อย่างถูกต้องกัน

1. แจ้งตายและขอใบมรณะบัตร

ทันทีที่มีการเสียชีวิต สิ่งแรกที่ครอบครัวต้องทำคือ แจ้งตาย และขอ ใบมรณะบัตร ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุด เพราะทุกขั้นตอนหลังจากนี้จะอ้างอิงจากเอกสารนี้ทั้งหมด ซึ่งการแจ้งตายจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

1. กรณีผู้ตายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
โรงพยาบาลจะออกหนังสือรับรองการเสียชีวิตให้ จากนั้นญาตินำหนังสือรับรอง บัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้เสียชีวิต ไปยื่นที่สำนักงานเขตหรืออำเภอ เพื่อขอใบมรณะบัตร ซึ่งควรดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมงจะดีที่สุด

2.กรณีผู้ตายเสียชีวิตที่บ้าน
หากเสียชีวิตที่บ้าน ญาติจะต้องแจ้งตำรวจในพื้นที่เพื่อออกหนังสือรับรองการตายก่อน แล้วจึงนำไปขอใบมรณะบัตรที่เขตหรืออำเภอเช่นกัน โดยหลังจากได้ใบมรณะบัตรแล้ว ครอบครัวสามารถใช้เป็นหลักฐานในการจัดการเรื่องสำคัญอื่น ๆ เช่น การจองวัด การเคลื่อนย้ายศพ การขอค่าทำศพจากประกันสังคม หรือการจัดการทรัพย์สินของผู้เสียชีวิต

การจัดการแจ้งตายและขอใบมรณะบัตรในขั้นตอนนี้ จะช่วยให้งานศพเริ่มต้นทุกอย่างได้เป็นระบบมากขึ้น และช่วยให้การจัดงานดำเนินต่อได้อย่างราบรื่น

2. ติดต่อวัดและจองสถานที่จัดงานศพ

หลังจากได้รับใบมรณะบัตรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การติดต่อวัด เพื่อจองสถานที่และเตรียมการสำหรับพิธีศพ ครอบครัวต้องเลือกวัดที่สะดวกต่อการเดินทาง ที่ซึ่งแขกสามารถมาร่วมงานได้ง่าย และสอดคล้องกับความต้องการหรือความเชื่อของผู้เสียชีวิต รวมถึงควรสอบถามรายละเอียดกับทางวัดให้ชัดเจน เช่น

  • วันที่สามารถจัดงานได้
  • จำนวนวันที่ต้องการสวดพระอภิธรรม (โดยทั่วไป 1, 3, 5 หรือ 7 คืน)
  • ค่าใช้จ่ายในการใช้ศาลาและบริการต่าง ๆ ประมาณ 10,000 – 15,000 บาท (สำหรับ 3 คืน)
  • สิ่งที่วัดเตรียมให้ เช่น โต๊ะหมู่บูชา เครื่องสังฆทาน หรือรถรับส่งศพ

โดยเมื่อจองวัดเสร็จแล้ว ควรแจ้งวันและเวลาที่จะเคลื่อนศพไปยังวัด รวมถึงแจ้งญาติและผู้สนิทใกล้ชิดให้ทราบล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวมาร่วมพิธีได้ทันเวลา การเลือกวัดและวางแผนวันพิธีให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก จะช่วยลดความเครียด และทำให้การจัดงานเป็นไปอย่างเป็นระเบียบ สมเกียรติ และให้เกียรติผู้เสียชีวิตอย่างสูงสุด

3. การเตรียมและเคลื่อนย้ายศพไปวัด

หลังจากจองวัดเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ การเตรียมศพและการเคลื่อนย้ายไปวัด เพื่อเริ่มพิธีกรรมต่าง ๆ โดยทั่วไป ถ้าเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จะมีบริการฉีดน้ำยารักษาสภาพหรือใช้โลงเย็น เพื่อคงสภาพศพก่อนเคลื่อนย้าย แต่ถ้าเสียชีวิตที่บ้าน ญาติอาจต้องติดต่อมูลนิธิหรือบริษัทจัดงานศพ เพื่อช่วยดูแลการเคลื่อนย้าย

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเคลื่อนย้ายศพได้แก่

  • รูปถ่ายผู้เสียชีวิตขนาดใหญ่สำหรับตั้งหน้าโลง (นิยมขนาด 12″x18″ หรือ 16″x20″)
  • ชุดสำหรับสวมใส่ศพ โดยส่วนมากจะใช้ชุดสีขาว หรือชุดที่ผู้เสียชีวิตชอบเป็นพิเศษ
  • ผ้าแพรหรือผ้าห่มสำหรับคลุมร่าง
  • โลงศพหรือโลงเย็น (หากยังไม่ได้เลือก สามารถติดต่อบริษัทจัดงานศพให้ช่วยจัดหาได้)

สำหรับ ขั้นตอนการเคลื่อนย้าย เมื่อถึงวันเคลื่อนย้าย ควรนิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย 1 รูป เพื่อทำพิธีนำส่งดวงวิญญาณ ระหว่างเคลื่อนศพไปวัดควรจัดให้ญาติหรือผู้ใกล้ชิดถือกระถางธูปและรูปถ่ายนำหน้า และมีพระสงฆ์ถือสายสิญจน์ตามประเพณี การเคลื่อนย้ายควรคำนึงถึงความเคารพและความเรียบร้อย ตรวจสอบเส้นทางและเวลาให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดขัดระหว่างทาง เมื่อถึงวัดแล้ว เจ้าหน้าที่จะช่วยดำเนินการตั้งศพในศาลา เตรียมพร้อมสำหรับพิธีรดน้ำศพและสวดอภิธรรม

4. การแจ้งญาติและผู้มาร่วมงาน

หลังจากที่จองวัดและกำหนดวันเวลาพิธีเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ การแจ้งข่าวการเสียชีวิตและเชิญชวนผู้ที่ใกล้ชิดมาร่วมงาน โดยให้การแจ้งข่าวเป็นไปด้วยความระมัดระวังและให้เกียรติผู้เสียชีวิต เพื่อให้ญาติ เพื่อนสนิท และคนที่เคารพรักได้เตรียมตัวมาร่วมอำลาอย่างเหมาะสม โดยมีวิธีแจ้งข่าวอย่างสุภาพเช่นได้แก่ จดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ, การโทรศัพท์แจ้งเป็นการส่วนตัวกับญาติสนิทหรือผู้ที่มีความสำคัญ, การส่งข้อความหรือแชทในกลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือกลุ่มสังคมที่ผู้เสียชีวิตเคยอยู่ ไปจนถึง จัดทำการ์ดงานศพหรือโปสเตอร์งานศพ เพื่อกระจายข่าวอย่างเป็นทางการ โดยสามารถพิมพ์หรือส่งลิงก์สุสานออนไลน์เพื่อแชร์ต่อกัน เป็นต้น

สิ่งที่ต้องแจ้งให้แขกที่เข้าร่วมงานศพให้ชัดเจนได้แก่

  • วันและเวลาเริ่มพิธีรดน้ำศพ
  • วันและจำนวนคืนที่สวดอภิธรรม
  • วันและเวลาเผาศพ (ฌาปนกิจ)
  • สถานที่จัดงาน (ชื่อวัด ศาลา และแผนที่ หรือจุดสำคัญประกอบ)

การแจ้งข่าวให้ครบถ้วนและชัดเจน จะช่วยให้ทุกคนสามารถจัดการเวลามาร่วมงานได้ และยังแสดงถึงความใส่ใจต่อผู้มาร่วมงาน ช่วยให้งานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นระบบ

5. การรดน้ำศพและจัดร่างใส่โลง

เมื่อเคลื่อนศพมาถึงวัด ขั้นตอนสำคัญที่ต้องทำทันทีคือพิธีรดน้ำศพ เพื่อให้ญาติและผู้มาร่วมงานได้แสดงความอาลัยและอำลาครั้งสุดท้าย ร่างผู้เสียชีวิตจะสวมเสื้อผ้าสีขาวหรือชุดโปรด เพื่อเคารพในความต้องการหรือบุคลิกของผู้จากไป จากนั้นคลุมผ้าแพรหรือผ้าห่ม เหลือเพียงใบหน้าและมือขวาไว้สำหรับรดน้ำ โดยจะจัดวางเตียงศพใกล้โต๊ะหมู่บูชาพระ วางศีรษะหันเข้าหาพระตามประเพณี

เจ้าภาพและญาติผู้ใหญ่จะเป็นผู้รดน้ำก่อน ตามด้วยแขกที่ทยอยเข้ามาร่วมพิธี โดยใช้ขันเล็กตักน้ำอบหรือขันน้ำหอมรดลงบนมือขวาของผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวคำอำลาหรือขออโหสิกรรมตามความรู้สึก หลังจากเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่จะจัดร่างใส่โลง เตรียมพร้อมสำหรับการสวดอภิธรรมในคืนถัดไป การทำขั้นตอนนี้อย่างตั้งใจและสงบ เป็นการให้เกียรติผู้จากไปและช่วยปลอบประโลมใจครอบครัวให้ค่อย ๆ ก้าวผ่านความเศร้าได้อย่างมีสติ

6. การสวดอภิธรรมศพ

ขั้นตอนต่อไปคือการสวดอภิธรรมศพ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ และเปิดโอกาสให้ญาติ เพื่อน และผู้รู้จักได้ร่วมกันระลึกถึงคุณงามความดีของผู้เสียชีวิต เจ้าภาพสามารถเลือกจำนวนคืนที่ต้องการสวดตามความเหมาะสม เช่น 1, 3, 5 หรือ 7 คืน โดยทุกครั้งจะเริ่มด้วยการจุดธูปเทียนบูชาพระ จากนั้นพระสงฆ์จะสวดบทพระอภิธรรม โดยมีผู้ร่วมงานนั่งสงบ ร่วมจิตอธิษฐาน และอุทิศบุญให้ผู้จากไป

ในช่วงท้ายจะมีการถวายเครื่องไทยธรรมและภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เพื่อสร้างกุศลผลบุญเพิ่มเติม หลังเสร็จสิ้น เจ้าภาพมักจัดอาหารว่างหรือเครื่องดื่มให้แขก เพื่อแสดงน้ำใจและขอบคุณที่มาร่วมอาลัย การสวดอภิธรรมไม่ใช่เพียงพิธีทางศาสนา แต่ยังเป็นการรวมพลังใจให้กำลังใจกัน และช่วยส่งผู้ล่วงลับไปสู่ภพภูมิที่สงบสุขอย่างสมเกียรติ

7. การเตรียมของชำร่วย

การเตรียมของชำร่วยถือเป็นอีกหนึ่งวิธีแสดงน้ำใจและขอบคุณแขกที่มาร่วมงานศพ ของชำร่วยที่นิยมใช้ เช่น หนังสือธรรมะยาดมร่มข้าวสารหรือของใช้เล็กๆ ที่เป็นสิริมงคล ซึ่งควรคำนึงถึงจำนวนแขก งบประมาณ และความเหมาะสม เพื่อให้ผู้รับนำกลับไปใช้ได้จริงและระลึกถึงงานด้วยความรู้สึกดี

อย่างไรก็ดี นอกจากของชำร่วย เจ้าภาพควรใส่ใจเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม โดยมักเตรียมอาหารว่างหรืออาหารกล่อง (Snack Box) เพื่อความสะดวกและลดภาระในช่วงที่ครอบครัวต้องดูแลพิธี การดูแลแขกด้วยความตั้งใจ ไม่เพียงแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียด แต่ยังสะท้อนถึงความกตัญญูและให้เกียรติผู้เสียชีวิต ทำให้งานศพเป็นไปอย่างอบอุ่นและสมบูรณ์ที่สุด

8. พิธีฌาปนกิจศพ

เมื่อสิ้นสุดการสวดอภิธรรม งานจะเข้าสู่พิธีฌาปนกิจ ซึ่งเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายจากครอบครัว ญาติ และเพื่อน ก่อนถึงวันเผา เจ้าภาพต้องแจ้งกำหนดการให้ทุกคนทราบ เตรียมดอกไม้จันทน์และของชำร่วยเพื่อแสดงความขอบคุณ ในวันงานจะเริ่มด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมาติกา-บังสุกุล และถวายภัตตาหารเพล จากนั้นเคลื่อนศพเวียนรอบเมรุสามรอบตามธรรมเนียม โดยมีผู้ถือกระถางธูป รูปถ่าย และผ้าไตร นำขบวนอย่างสงบ

เมื่อเวียนครบ เจ้าหน้าที่จะยกโลงขึ้นจิตกาธาน ให้ทุกคนวางดอกไม้จันทน์อำลา บางงานจะมีการอ่านประวัติหรือกล่าวไว้อาลัยเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดี ก่อนปิดท้ายด้วยการจุดไฟเผาศพเป็นสัญลักษณ์การส่งดวงวิญญาณ พิธีนี้ไม่เพียงเป็นการปิดฉากชีวิตทางกายภาพ แต่ยังช่วยให้ครอบครัวค่อย ๆ ทำใจยอมรับ และก้าวต่อไปด้วยความสงบและระลึกถึงอย่างมีความหมาย

9. การเก็บอัฐิและการลอยอังคาร

หลังพิธีฌาปนกิจ ขั้นตอนต่อมาคือการเก็บอัฐิ ซึ่งมักทำในวันถัดไปหลังเถ้ากระดูกเย็นลง ญาติจะคัดเลือกกระดูกส่วนสำคัญเช่นกะโหลกแขนขาหรือซี่โครงหน้าอกเก็บใส่โกศสำหรับเก็บรักษาหรือทำบุญ ส่วนอัฐิที่เหลือจะถูกรวบรวมแยกไว้ จากนั้นนิมนต์พระสงฆ์มาสวดบังสุกุลและถวายภัตตาหารเพื่ออุทิศส่วนกุศล พิธีนี้ช่วยสานต่อความผูกพันและทำให้รู้สึกว่าผู้จากไปยังคงอยู่ใกล้ครอบครัว

หลายครอบครัวจะเลือกทำพิธีลอยอังคาร โดยนำอัฐิส่วนที่เหลือไปลอยในแม่น้ำหรือทะเล ตามความเชื่อว่าจะช่วยให้วิญญาณสงบและกลับคืนสู่ธรรมชาติ สถานที่มักจะเป็นจุดที่มีความหมายหรือเคยมีความทรงจำร่วมกัน พิธีนี้เปรียบเสมือนบทสรุปสุดท้าย ที่ช่วยให้ครอบครัวปิดจบทุกขั้นตอนด้วยความสงบ และสามารถก้าวเดินต่อไปพร้อมกับการระลึกถึงผู้จากไปอย่างงดงาม

10. การทำบุญอุทิศส่วนกุศลหลังงานศพ

ในขั้นตอนสุดท้าย แม้พิธีฌาปนกิจและการลอยอังคารจะสิ้นสุดแล้ว แต่หลายครอบครัวยังคงทำบุญอุทิศส่วนกุศลเพื่อระลึกถึงผู้ล่วงลับและส่งเสริมบุญกุศลให้ดวงวิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดี การทำบุญหลังงานศพมักจะช่วยให้สมาชิกในครอบครัวได้รวมใจกัน ใช้เวลาร่วมกัน และแบ่งปันความทรงจำดี ๆ เพื่อก้าวผ่านและร่วมกันเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุด โดยรูปแบบการทำบุญที่นิยมจัดหลังงานศพ ได้แก่

  • ทำบุญ 7 วัน (นับวันเสียชีวิตเป็นวันแรก)
  • ทำบุญ 50 วัน
  • ทำบุญ 100 วัน
  • ทำบุญครบรอบวันเสียชีวิตประจำปี (ทำบุญปีละ 1 ครั้ง)

ทั้งนี้ การทำบุญแต่ละครั้งจะนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระพุทธมนต์หรือสวดมาติกาบังสุกุล พร้อมถวายสังฆทาน อาหาร และปัจจัยตามศรัทธา พิธีนี้ไม่เพียงเป็นการส่งบุญ แต่ยังช่วยปลอบประโลมใจ และสืบสานความสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณในการจัดงานศพ

โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับการจัดงานศพหนึ่งครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 80,000 – 300,000 บาท ขึ้นอยู่กับความเรียบง่ายหรือความพิถีพิถันของงาน รวมถึงจำนวนวันสวดอภิธรรม ประเภทโลงศพ ของชำร่วย และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เจ้าภาพเลือกจัด การกำหนดงบประมาณล่วงหน้าจะช่วยให้ครอบครัวสามารถวางแผนได้รัดกุม ไม่เกิดค่าใช้จ่ายเกินจำเป็น และสามารถจัดงานได้อย่างเหมาะสมและสมเกียรติ

ตัวเลขประมาณ 80,000 – 300,000 บาทนี้ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การแจ้งตายและขอใบมรณะบัตร การจองวัด การเตรียมและเคลื่อนย้ายศพ พิธีรดน้ำ การสวดอภิธรรม พิธีฌาปนกิจ การเก็บอัฐิ ลอยอังคาร ไปจนถึงการทำบุญอุทิศส่วนกุศลและค่าใช้จ่ายดูแลแขก ทั้งนี้ งานที่จัดเรียบง่ายอาจใช้งบน้อยกว่า 100,000 บาท ในขณะที่งานที่พิถีพิถันมากขึ้น มีการตกแต่งดอกไม้ โลงศพพิเศษ และของชำร่วยคุณภาพดี อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า 300,000 บาทนั่นเอง

Ads Section

บทความที่เกี่ยวข้อง

  • 10 ข้อสังเกต อาการโรคซึมเศร้า

    • กันยายน 25, 2025

    Loss

  • ภาวะสิ้นยินดีคืออะไร? เข้าใจตัวเองก่อนสาย

    • กันยายน 17, 2025

    Loss

  • รู้จัก โรคจิตเภท(schizophrenia) อาการและวิธีรักษา

    • กันยายน 15, 2025

    Loss